How to ตั้งเป้าหมายการเรียน ให้สำเร็จ พร้อมเทคนิค พัฒนาตัวเอง สำหรับนักเรียน ม.ปลาย
ยิ่งใกล้ช่วงเวลาสำคัญยิ่งกดดันให้ นักเรียน ม.ปลาย ต้องรีบ ตั้งเป้าหมายการเรียน ให้ชัด! เพราะการรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร? เป็นตัวชี้วัดเส้นทางชีวิตในอนาคต และทำให้เรารู้ว่าเราควรจะทำอย่างไรถึงจะสามารถคว้าความฝันมาไว้ในกำมือได้! พวกพี่ติวเตอร์เก่งได้ อะคาเดมี่จึงเตรียมวิธีการ ตั้งเป้าหมายการเรียน และ เขียนเป้าหมาย SMART ที่จะช่วยให้น้อง ๆ สามารถวางแผนที่ชีวิตของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตั้งเป้าหมายการเรียน ให้ชัดเจน ก้าวแรกสู่ความสำเร็จ
การตั้งเป้าหมายการเรียนให้ชัดเจนเปรียบเสมือน gps ช่วยนำทางชีวิตไปยังจุดหมายปลายทางแรก พออ่านมาถึงตอนนี้น้อง ๆ อาจจะคิดถึงเป้าหมายระยะสั้น เช่น การสอบให้ติดคณะฯ ในฝัน หรือมองถึงปลายทางที่มีระยะทางไกลขึ้น เช่น สายอาชีพในฝัน แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าเป้าหมายที่คิดไว้เป็นเป้าหมายที่เหมาะกับตัวเอง? หากใครยังลังเลใจ พี่ ๆ เก่งได้ อะคาเดมี่ขอแนะนำให้รู้จักกับ SMART Goal เทคนิคตั้งเป้าหมายช่วย พัฒนาตัวเอง ที่คนประสบความสำเร็จจากทุกมุมโลกเลือกใช้!
• S - Specific (เฉพาะเจาะจง) ลืมเป้าหมายกว้าง ๆ อย่าง "อยากเรียนเก่ง" ไปก่อน แล้วเจาะจงไปเลยว่า "อยากได้เกรด 4 วิชาวิทย์-คณิต" หรือ "อยากสอบติดคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ"
• M - Measurable (วัดผลได้) ต้องวัดความคืบหน้าได้ เช่น "จะเพิ่มคะแนนสอบฟิสิกส์จาก 50 เป็น 70 คะแนน" หรือ "จะท่องศัพท์ให้ได้สัปดาห์ละ 50 คำ"
• A - Achievable (ทำได้จริง) เป้าหมายต้องท้าทายแต่ไม่ถึงกับเพ้อฝัน ถ้าตอนนี้เกรดเราอยู่ที่ 2.5 การตั้งเป้าไป 4.00 ในเทอมเดียวอาจจะโหดไป ลองตั้งเป็น 3.0 ก่อน เพื่อสร้างกำลังใจให้ตัวเอง
• R - Relevant (เกี่ยวข้องกับเรา) เป้าหมายนั้นต้องเป็นสิ่งที่เราอยากได้จริง ๆ และสอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่ในชีวิตของเรา
• T - Time-bound (มีกรอบเวลา) กำหนดเดดไลน์ให้ชัดเจน เช่น "ภายในสิ้นเดือนนี้ จะต้องทำโจทย์คณิตศาสตร์บทนี้ให้จบ" การมีกรอบเวลาคือสุดยอด เทคนิคฝึกวินัย ที่จะบังคับให้เราลงมือทำ
การตั้งเป้าหมายที่ดียังควรเริ่มต้นด้วยการออกแบบจุด Check point ซอยเป้าหมายใหญ่ให้กลายเป็นเควสต์ย่อย ๆ เช่น ถ้าเป้าหมายใหญ่คือการสอบติดคณะแพทย์ เป้าหมายย่อยก็อาจจะเป็นการอ่านชีวะให้จบ 1 บทในสัปดาห์นี้ การทำแบบนี้คือการ ฝึกความรับผิดชอบ ต่อเป้าหมายของตัวเองไปในตัว และยังเป็นหนทางสู่การ พัฒนานิสัยเด็กเรียน ที่จับต้องได้และไม่น่าเบื่อ
วางแผนชีวิตนักเรียน ยังไงไม่เครียด
หลังจาก วางแผนชีวิตนักเรียน เรียบร้อยแล้ว น้อง ๆ อาจสงสัยว่าสิ่งนี้จะช่วย เรียนเก่งต้องเริ่มยังไง ก่อนอื่นเพื่อให้สมองจดจำเนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพควรเริ่มต้นด้วยการจัดตารางอ่านหนังสือแบบลดความเครียดและเป็น เทคนิคฝึกวินัย อย่าง Time Blocking ซึ่งแบ่งตารางแต่ละวันออกเป็นบล็อก เพราะการทำแบบนี้จะช่วยให้เรามีสมาธิกับสิ่งที่ทำตรงหน้า และยังการันตีว่าเราจะมีเวลาสำหรับพักผ่อนและทำกิจกรรมที่ชอบด้วย เช่น
• 16:00-18:00 น. เป็นช่วงเวลาของการทำการบ้าน
• 18:00-19:00 น. เป็นช่วงเวลาของการออกกำลังกาย
• 20:00-21:00 น. เป็นช่วงเวลาของการอ่านหนังสือเตรียมสอบ
ทริกเล็ก ๆ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดตารางแบบ Time Blocking เพิ่มมากขึ้น ควรเริ่มต้นวันด้วย Priority Management หรือการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่น้อง ๆ จะต้องทำ เช่น ต้องทำการบ้านที่จะส่งพรุ่งนี้ก่อนแล้วค่อยอ่านหนังสือต่อ เป็นต้น ซึ่งสิ่งที่จะช่วยแบ่งงานที่จะต้องทำให้เสร็จก่อนสังเกตง่ายมาก คือ การถามตัวเองว่าอะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ และเรื่องนี้ต้องรีบทำไหม? เท่านี้น้อง ๆ ก็จะมีเวลาทบทวนบทเรียนและผ่อนคลายความเครียดไปพร้อมกันแล้ว!
การให้เวลาตัวเองได้พัก ดูซีรีส์ เล่นเกม หรือออกไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง ไม่ใช่เรื่องเสียเวลา แต่มันคือการ "ชาร์จแบต" ให้สมองและจิตใจพร้อมกลับมาลุยต่อ การดูแลสุขภาพจิตก็เป็นส่วนหนึ่งของการ พัฒนาตัวเอง ที่สำคัญไม่แพ้การอ่านหนังสือเลยนะ
ตั้งเป้าหมายการเรียน แล้วอย่าลืมเตรียมตัวสำหรับ TCAS เริ่มก่อนได้เปรียบ
การสอบวัดระดับ TCAS เป็นการสอบครั้งสำคัญด่านสุดท้ายที่จะผลักดันให้ นักเรียน ม.ปลาย ก้าวสู่การใช้ชีวิตที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น! เราจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดเพื่อให้การสอบครั้งนี้ผ่านพ้นไปได้ตามที่เราตั้งใจไว้ การเริ่มก่อนจึงได้เปรียบแบบสุด ๆ แต่คำถามคือ เรียนเก่งต้องเริ่มยังไง เพื่อพิชิต TCAS พี่ขอไกด์ให้เริ่มตั้งแต่ ม.4 – ม.6 ให้เลย!
1. เริ่มตั้งแต่ ม.4 โฟกัสที่ GPAX และการค้นหาตัวเอง
เกรดเฉลี่ยสะสม (GPAX) คือสิ่งสำคัญมากโดยเฉพาะในรอบ Portfolio และ Quota ดังนั้นพยายามทำเกรดในแต่ละเทอมให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ควบคู่ไปกับการออกไปค้นหาตัวเอง ลองเข้าค่าย, Open House หรือพูดคุยกับรุ่นพี่ในคณะที่สนใจ เพื่อให้แน่ใจว่านั่นคือทางของเราจริง ๆ
2. ม.5 สร้าง Portfolio และลงลึกเนื้อหา
ช่วงเวลานี้เหมาะที่สุดสำหรับการสร้างแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ให้ปัง! นำกิจกรรมและผลงานที่สอดคล้องกับคณะที่อยากเข้ามาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ ควบคู่ไปกับการเริ่มทบทวนเนื้อหา ม.4 และเรียนเนื้อหา ม.5 ให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพราะนี่คือรากฐานสำคัญในการสอบ A-Level
3. ม.6 ตะลุยโจทย์และวางแผนการสอบ
นี่คือช่วงเวลาของการลงสนามจริง นำความรู้ทั้งหมดมาตะลุยโจทย์จับเวลา สอบวัดระดับตัวเอง และวางแผนการยื่นคะแนนในแต่ละรอบอย่างมีกลยุทธ์
การเตรียมตัวล่วงหน้าแบบนี้คือที่สุดของการ ฝึกความรับผิดชอบ ต่ออนาคตของตัวเอง แน่นอนว่ามันจะช่วยลดความกดดันในช่วง ม.6 ไปได้มหาศาล และทำให้เราเดินเข้าห้องสอบได้อย่างมั่นใจกว่าใคร สุดท้ายนี้ถ้าน้อง ๆ อยากอัปสกิลความเข้าใจวิชาไหนเป็นพิเศษมาให้พี่ ๆ เก่งได้ อะคาเดมี่ สถาบันแห่งนี้มีคอร์สเรียนออนไลน์ให้ได้เลือกเรียนกันหลายวิชา สำหรับน้อง ๆ ตั้งแต่ ป4.-ม.6
ที่มาข้อมูล
- https://www.indeed.com/career-advice/career-development/how-to-write-smart-goals
- https://truevirtualworld.com/th/article/time-blocking
- https://truevirtualworld.com/th/article/priority-management
- https://www.freepik.com/free-photo/sitting-outdoors-with-laptop_5766369.htm#fromView=search&page=1&position=28&uuid=f4f4308b-7d8d-4ea1-9483-29e36165e1b5&query=High School Student