เทคนิค วางแผนอ่านหนังสือ พิชิตสอบทำคะแนนได้ดั่งใจ
22 กรกฎาคม 2568
เชื่อว่าเหตุผลที่ทำให้ทุกคนอยากสอบผ่าน สอบได้คะแนนดีทั้งช่วง สอบกลางภาค และสอบปลายภาคนั้นหนีไม่พ้นคะแนนมีผลต่อเกรดรายวิชาและเกรดเฉลี่ยสะสม (GPA) นอกนั้นยังมีผลต่อการเลือกแผนการเรียนในอนาคต ดังนั้นน้อง ๆ จึงควรเริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่ ม.1 ม.2 โดย วางแผนอ่านหนังสือ จัดตารางอย่างเหมาะสม ส่วนจะเริ่มอย่างไรมาติดตามกัน
เริ่มต้นวางแผนอ่านหนังสือ ง่าย ๆ ด้วยการจัดตารางอ่านหนังสือ
เพราะปัจจุบันเนื้อหาในบทเรียนแต่ละช่วงชั้นมีจำนวนมาก รวมถึงยังมีหลายวิชา ทั้งวิชาคำนวณและวิชาที่ต้องอาศัยการจดจำ อย่างกลุ่มวิชาสังคมและกลุ่มภาษา ด้วยเหตุนี้การวางแผนการอ่านหนังสือจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น และมีประโยชน์กับวัยเรียน ไม่ว่าจะเป็น
• ช่วยให้จัดสรรเวลาในการอ่านหนังสือและพักผ่อนได้อย่างชัดเจน
• ช่วยกำหนดเป้าหมายในอ่านหนังสือ
• ฝึกฝนระเบียบวินัยและการแบ่งเวลา
อ่านสะสม จดโน้ตย่อ ก่อนสอบกลางภาค ปลายภาค
หากไม่อยากนั่งเครียด นั่งกังวล เพราะจำเนื้อหาที่เรียนมาได้ไหม แน่นอนว่าสิ่งที่น้อง ๆ ควรทำอย่างสม่ำเสมอนั้นหนีไม่พ้น “การอ่านสะสม” โดยแนะนำให้อ่านหนังสือเพื่อทบทวนเนื้อหา 1 – 2 วิชา วันละประมาณ 3 – 4 ชั่วโมงต่อวัน แต่ไม่ควรหักโหมอ่านมากเกินไป เนื่องจากจะไม่ช่วยให้จดจำเนื้อหาได้มากขึ้นแล้ว ยังอาจทำให้รู้สึกเครียดมากเกินไป ส่งผลต่อเสียต่อการเรียนและสุขภาพร่างกาย นอกจากนั้นอย่าลืมทำ Short Note หรือการจดสรุปเนื้อหาด้วยข้อความสั้น ๆ ตัวย่อ ใช้กล่องข้อความ และใช้สีในการเขียนหรือไฮไลท์ข้อความที่สำคัญ จะช่วยให้จดจำได้ดียิ่งขึ้นและประหยัดเวลาในการ วางแผนอ่านหนังสือ ช่วงใกล้สอบ
ปรับตาราง วางแผนอ่านหนังสือ ฝึกโจทย์ อย่างเหมาะสม
การวางแผนอ่านหนังสือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการวางแผนที่ดีนอกจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านหนังสือ ทำให้จดจำเนื้อหาเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นการฝึกนิสัยการแบ่งเวลาให้กับน้อง ๆ อีกด้วย สำหรับการวางแผนการทบทวนเนื้อหาและฝึกฝนทำโจทย์ โดยเฉพาะพวกวิชาที่ต้องมีการคำนวณหรือวิธีที่มีการตอบแบบบรรยาย ซึ่งเป็นข้อสอบที่ต้องใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์ต่อข้อเป็นเวลานาน สำหรับแนวทางการจัด ตารางอ่านหนังสือ ง่าย ๆ มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
• หาเวลาที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง
สำหรับการหาเวลาที่เหมาะสมในการทบทวนเนื้อหาหรือฝึกทำโจทย์เพื่อเตรียมตัว สอบกลางภาค หรือสอบปลายภาค ไม่ได้หมายความถึงเวลาที่ว่างเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงเวลาที่น้อง ๆ เข้าใจเนื้อหามากที่สุด อย่างบางคนอาจชอบอ่านช่วงเช้ามืดด้วยเป็นเวลาที่สมองตื่นตัวและทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่มีไม่น้อยที่เลือกอ่านหนังสือในช่วงตอนกลางคืน เพราะเป็นเวลาเงียบสงบ เพิ่มสมาธิในการจดจ่อกับเนื้อหาได้ยิ่งขึ้น ถึงอย่างนั้นหากสะดวกการเลือกอ่านช่วงกลางวันดีกับบทเรียนที่มีเนื้อหายากและลงลึก อีกทั้งแสงในช่วงกลางวันยังกระตุ้นการมองเห็นด้วย
• วางลำดับเนื้อหาก่อนหลังให้ดี
ถึงในการทบทวนเนื้อหาเพื่อเตรียมตัวสอบทั้งกลางภาค ปลายภาค หรือแม้แต่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย จำเป็นต้องอ่านทุกวิชา แต่การจัดลำดับเนื้อหาอ่านก่อนหลังจะช่วยทำให้น้อง ๆ มีกำลังใจในการอ่านหนังสือสอบมากขึ้น โดยในการอ่านหนังสือสอบแนะนำให้เลือกอ่านวิชาที่ชอบก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ควรเลือกวิชาที่ไม่ชอบหรือวิชาที่มีเนื้อหายากมาอ่านก่อน เพราะอาจทำให้รู้สึกท้อแท้ใจในการทบทวนเนื้อหา และเลิกล้มความตั้งใจในการอ่านหนังสือไปในที่สุด
• ลงมือทำตามตารางอ่านหนังสือที่วางแผนไว้
แน่นอนว่าสิ่งที่จะทำให้น้องประสบความสำเร็จในการเรียนการสอบคือ การลงมือทำตาม ตารางอ่านหนังสือ ที่วางไว้อย่างเคร่งครัด อย่าผัดวันประกันพรุ่ง แต่ให้อ่านสะสมความรู้เอาไว้เรื่อย ๆ ทำให้การสอบทั้งกลางภาค ปลายภาค ง่ายขึ้นกว่าเดิม แต่ทั้งนี้อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป ควรกำหนดวันหยุดพักเพื่อให้สมองได้พักในบ้างช่วง
วางแผนอ่านหนังสือแล้ว อย่าลืมดูแลสุขภาพ
เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับการดูแลสุขภาพ เพราะการอ่านหนังสือมากเกินไปนอกจากจะทำให้ร่างกายรู้สึกเหนื่อยล้า สมองจดจำได้น้อยลงแล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมด้วย ซึ่งการดูแลสุขภาพสำหรับเด็กในวัยเรียนที่เหมาะสม ได้แก่
• การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
หากเป็นน้อง ๆ วัยประถมควรอยู่ที่ 9 – 12 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่ช่วงมัธยมวัย 13 – 18 ปี ประมาณ 8 – 10 ชั่วโมงต่อวัน
หากเป็นน้อง ๆ วัยประถมควรอยู่ที่ 9 – 12 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่ช่วงมัธยมวัย 13 – 18 ปี ประมาณ 8 – 10 ชั่วโมงต่อวัน
• เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
เลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยอาจเพิ่มมื้อว่างระหว่างวันในช่วงเช้าประมาณ 9.30 – 10.00 น และช่วงบ่ายเวลาประมาณ 15.00 – 16.00 น. รวมถึงควรเพิ่มสารอาหารประเภทธาตุเหล็ก แคลเซียม และที่สำคัญไม่ควรงดอาหารเช้าอย่างเด็ดขาด
เลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยอาจเพิ่มมื้อว่างระหว่างวันในช่วงเช้าประมาณ 9.30 – 10.00 น และช่วงบ่ายเวลาประมาณ 15.00 – 16.00 น. รวมถึงควรเพิ่มสารอาหารประเภทธาตุเหล็ก แคลเซียม และที่สำคัญไม่ควรงดอาหารเช้าอย่างเด็ดขาด
• หมั่นออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรง
สำหรับเด็กในวัยเรียนควรเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง แต่ถ้าน้อง ๆ ไม่ชอบออกกำลังกาย อาจเลือกเป็นการเล่นสนุกไปกับกิจกรรมกลางแจ้ง อย่างการวิ่ง บาสเก็ตบอล หรือว่ายน้ำ
เป็นอย่างไรบ้างสำหรับเทคนิค วางแผนอ่านหนังสือ ดี ๆ ที่เรานำมาฝาก ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสอบแล้ว ยังเป็นการช่วยฝึกวินัยการเรียนอีกด้วย แต่สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังมองหน้าตัวช่วยในการเรียน แนะนำ เก่งได้ อะคาเดมี่ https://kengdai.ac/ เว็บไซต์เรียนออนไลน์ที่มีเนื้อหาครบทุกวิชาตั้งแต่ ชั้น ป.4 – ม. 6 สอนโดยติวเตอร์คุณภาพ ช่วยน้อง ๆ ให้พร้อมสำหรับ สอบกลางภาค หรือปลายภาค ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป
ที่มาข้อมูล
- https://news.msu.ac.th/msumagaz/smain/readpost.php?mid=512
- https://www.trueplookpanya.com/tcas/article/detail/90965
- https://news.msu.ac.th/msumagaz/smain/readpost.php?mid=610
- https://news.msu.ac.th/msumagaz/smain/readpost.php?mid=510
- https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/august-2022/how-much-sleep-do-i-need
- https://hellokhunmor.com/พ่อแม่เลี้ยงลูก/เด็กวัยเรียน/ช่วงวัยเรียน/เคล็ดลับ-ดูแล-เด็กวัยเรียน/
- https://www.nestle.co.th/th/nhw/kids/parents/portion/nutrition-for-student
- https://cim.ssru.ac.th/news/view/11
- https://www.freepik.com/free-photo/computer-book-reading-planning-ideas-students_1235744.htm#fromView=search&page=2&position=7&uuid=2c19a83d-25e0-4fd4-ba10-f5c1f5bf31af&query=Tutoring