วางแผนการเรียน ให้ได้เกรดดี เทคนิคสร้าง ตารางอ่านหนังสือ พร้อมวิธีเรียนยังไงให้เก่งและไม่เครียด

29 มิถุนายน 2568

ข้อความใต้ภาพ : รุ่นพี่อยากบอก! เคล็ดลับ วางแผนการเรียน ที่ไม่ใช่แค่สอบผ่าน แต่กลายเป็นคนเก่งเอาชนะได้ทุกสนามสอบ

เคยสงสัยไหม? คนที่สอบได้เกรดเฉลี่ยสูง ๆ ตั้งเป้าหมายเรียน ให้ไม่เครียดจนหมดไฟได้ยังไง?คำตอบของคำถามนี้อาจจะง่ายกว่าที่คิด เพราะการที่จะสอบได้เกรดเฉลี่ยสูงอย่างที่ตั้งใจต้องเริ่มต้นตั้งแต่การ วางแผนการเรียน ซึ่งบทความนี้ได้รวมเคล็ดลับที่จะช่วยให้น้องสามารถออกแบบ วิธีเรียนให้ได้เกรดดี เปลี่ยนเรื่องเรียนให้เป็นเรื่องง่ายและสนุกยิ่งขึ้นได้! ถ้าใครพร้อมแล้วก็ไปลุยกันเลย!

ทำไมการ วางแผนการเรียน จึงเป็นกุญแจสู่เกรดดี?
เชื่อหรือไม่! คนเรียนเก่งจำนวนมากประสบความสำเร็จได้เพราะการวางแผน อาวุธลับที่ทรงพลังที่สุด! และช่วยลดความเครียดจากความพยายามคว้าเกรดเฉลี่ยดี ๆ เพราะการตั้งใจเรียนแบบไร้ทิศทาง ไม่รู้แม้กระทั่งเป้าหมายก็เหมือนกับการขับรถไปเรื่อยแบบไม่มีจุดหมาย และไร้ Google Maps คอยบอกเส้นทาง! ทำให้น้อง ๆ หลายคนที่ตั้งใจอ่านหนังสือแต่กลับมีเกรดเฉลี่ยน้อยไม่เป็นไปตามคาดเริ่มรู้สึกว่าเหนื่อยเปล่า! เสียเวลา! เมื่อเข้าใจถึงพลังแห่งการวางแผนแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะวางแผนยังไง? มาลงมือจัด ตารางอ่านหนังสือ ฉบับเทพ ไปจนถึงวิธีอ่านที่ทำให้จำได้กันเถอะ!    

เทคนิคเรียนเก่ง ที่ไม่ควรพลาด วางแผนการเรียน สร้าง ตารางอ่านหนังสือ ให้มีประสิทธิภาพ
ตารางอ่านหนังสือที่ดีไม่ใช่แค่การเขียนว่าวันไหนจะอ่านวิชาอะไร แต่มันคือการออกแบบ แผนการไปสู่อนาคตที่เราหวังไว้ในแบบที่เหมาะกับเรามากที่สุด ซึ่งพี่ติวเตอร์ชั้นเซียนจากเก่งได้ อะคาเดมี่ได้รวบรวม 3 สเต็ปออกแบบตาราง เรียนยังไงไม่เครียด มาไว้ให้ ดังนี้

-    รู้จักตัวเองและ ตั้งเป้าหมายเรียน
ก่อนจะ ตั้งเป้าหมายเรียน ให้มีประสิทธิภาพต้องรู้ก่อนว่าเราเป็นใครและจะไปที่ไหน? โดยน้อง ๆ อาจลองถามตัวเองดูว่า อ่านหนังสือเวลาไหนมากกว่ากัน? เพื่อที่จะได้จัดวิชาที่ต้องใช้พลังสมองเยอะเอาไว้ในช่วงเวลาที่เราถนัด จากนั้นลองเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนด้วยการตั้งเป้าหมายแบบ SMART Goal เช่น เพิ่มเกรดวิชาคณิตศาสตร์จาก 2.5 เป็น 3.5 ให้ได้ภายในสิ้นเทอมนี้ โดยการทำโจทย์วันละ 10 ข้อ เป็นต้น

-    ออกแบบ ตารางอ่านหนังสือ ฉบับเทพ
การจัดตารางอ่านหนังสือที่ดีจะต้องมองไปที่ความเข้าใจไม่ใช่ปริมาณที่อ่าน! น้อง ๆ จึงไม่ควรจัดตารางอ่านหนังสือจนแน่นเอี๊ยดและทำให้ตัวเองรู้สึกกดดันจนไม่มีสมาธิทำความเข้าใจเนื้อหาตรงหน้า ควรมีช่องว่างสำหรับพักผ่อนและเหตุการณ์ไม่คาดฝันเสมอ ลองใช้ Eisenhower Matrix เพื่อจัดลำดับความสำคัญว่าอะไร "สำคัญ-ด่วน" ต้องทำทันที และอะไร "สำคัญ-ไม่ด่วน" ที่สามารถวางแผนทำล่วงหน้าได้ นอกจากนี้ อย่าลืมกำหนดเวลาพักที่ชัดเจนในตาราง เพราะสมองที่ได้พักผ่อนคือสมองที่พร้อมเรียนรู้ที่สุด

-    ใช้เทคนิคอ่านให้จำฝังหัว
ไม่ว่าใครก็เคยเป็นแบบนี้! อ่านหนังสือยังไงก็จำไม่ได้สักที! และอยากรู้ว่า เรียนยังไงให้เก่ง พี่จึงขอแนะนำให้น้อง ๆ รู้จักกับทฤษฎีของ Bloom (Bloom's Taxonomy) ที่กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้ที่ง่ายที่สุดและเป็นพื้นฐานเริ่มต้นของการเรียนรู้ระดับอื่นเริ่มต้นจากการจำ (memorization) เมื่อจำได้จะทำให้สมองเริ่มหาเหตุผลและทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ซึ่งวิธีการจำที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่
•    Pomodoro Technique ตั้งเวลาอ่าน 25 นาที พัก 5 นาที ทำครบ 4 รอบแล้วพักยาว วิธีนี้ช่วยป้องกันการหมดไฟและทำให้โฟกัสได้ดีขึ้น
•    Active Recall แทนที่จะอ่านซ้ำ ๆ ให้เปลี่ยนเป็นการทดสอบตัวเอง เช่น ปิดหนังสือแล้วลองสรุปเนื้อหา หรือทำแบบฝึกหัดท้ายบททันทีหลังอ่านจบ
•    Feynman Technique ลองอธิบายเรื่องยาก ๆ ที่เพิ่งเรียนมาให้เพื่อนหรือตัวเองฟังด้วยภาษาที่ง่ายที่สุด ถ้าเราอธิบายได้ แสดงว่าเราเข้าใจมันอย่างแท้จริง

เคล็ดลับจากนักเรียนที่ประสบความสำเร็จ วางแผนการเรียนยังไงให้เก่งและไม่เครียด
การมี mindset ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การวางแผนและลงมือพัฒนาตัวเองด้วยเทคนิคการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เพราะความสำเร็จในการเรียนแบบยั่งยืนไม่ได้มาจากเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานระหว่างความคิด การใช้ชีวิต และการเรียนรู้ที่สมดุล

1.  ปรับ Mindset แบบคนเก่ง “ เรียนเพื่อรู้ ไม่ใช่เพื่อสอบ ”
ถ้าเราเฝ้าแต่คิดว่าจะเรียนเพื่อให้สอบผ่าน ใจเราจะไม่อยากเรียนรู้ต่อ แต่หากเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่าเราต้องการเรียนเพื่อรู้ มันจะทำให้เราเปิดใจให้กับเนื้อหาการเรียนรู้และอยากศึกษาต่อว่าสิ่งที่เรารู้มีที่มาที่ไปอย่างไร และจะนำไปใช้ในอนาคตได้อย่างไร? ผลที่ได้ คือ มันจะทำให้การเรียนรู้กลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

2.  สร้างสมดุลชีวิต เรียนเด่น กิจกรรมดี ไม่มีย้วย
นักเรียนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่อ่านหนังสือตลอด 24 ชั่วโมง เพราะคนเก่งรู้ดีว่าการพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ, การออกกำลังกาย, การทำงานอดิเรก หรือแม้แต่การ "ปล่อยจอย" ไปกับเพื่อนบ้างจะช่วยรีเซ็ตสมองและลดความเครียดสะสม ซึ่งทำให้สมองพร้อมที่จะเรียนรู้มากขึ้นด้วย

3.  เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนด้วยการจับกลุ่มติว
ไม่มีใครเก่งได้ด้วยตัวคนเดียว การจับกลุ่มติวกับเพื่อนเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และอธิบายให้กันฟัง คือหนึ่งใน วิธีเรียนให้ได้เกรดดี ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะการสอนคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด! พี่จึงอยากบอกว่าอย่ากลัวที่จะถามคำถามคุณครูหรือขอคำปรึกษาเพื่อนที่เรียนเก่ง สอบได้คะแนนดีในวิชาต่าง ๆ เพราะนั่นคือทางลัดที่จะช่วยให้เราประหยัดเวลาและเข้าใจเนื้อหาได้เร็วขึ้น
เทคนิคเรียนเก่ง เริ่มต้นจากการวางแผนให้ชัดเจนเพื่อเป็นเข็มทิศนำทาง ผสานการใช้เทคนิคช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ และออกแบบตารางอ่านหนังสือที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองและปรับ Mindset ที่ช่วยลดความเครียดในการเรียนรู้ หรือใช้สูตรลัดเรียนเก่งที่พี่ ๆ เก่งได้ อะคาเดมี่ช่วยเป็นไกด์พาน้อง ๆ ไปสู่คณะในฝันในราคาสบายกระเป๋า อย่ารอช้าทักหาพี่ ๆ ได้เลย!

ที่มาข้อมูล
-    https://cim.ssru.ac.th/news/view/11
-    https://adecco.co.th/th/knowledge-center/detail/career-advice/what-is-growth-mindset#:~:text=ตุลาคม 21, 2564 คำแนะนำด้านอาชีพ Growth mindset คือวิธีคิดที่เชื่อว่าทักษะและความรู้ความสามารถของเราสามารถพัฒนาได้ผ่านการเรียนรู้และการพยายามฝึกฝน ไม่มีอะไรที่อยู่เหนือความพยายามและความตั้งใจ
-    https://th.wikipedia.org/wiki/ทฤษฎีการเรียนรู้#:~:text=การเรียนรู้ตามทฤษฎีของ Bloom (Bloom's Taxonomy) * ความรู้ที่เกิดจากความจำ (knowledge),ตรวจสอบได้ * การสังเคราะห์ (Synthesis) สามารถนำส่วนต่าง ๆ มาประกอบเป็นรูปแบบใหม่ได้ให้แตกต่างจากรูปเดิม เน้นโครงสร้างใหม่
-    https://www.freepik.com/free-photo/sitting-outdoors-with-laptop_5766369.htm#fromView=search&page=1&position=28&uuid=f4f4308b-7d8d-4ea1-9483-29e36165e1b5&query=High School Student